![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() ![]() |
![]() ![]() |
|
|
ลมสุริยะนั้นพุ่งออกจากดวงอาทิตย์ในทุก ๆ ทิศทาง ด้วยความเร็วเฉลี่ย 400 กิโลเมตรต่อวินาที แหล่งกำเนิดลมสุริยะก็คือบรรยากาศร้อนชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์เอง อุณหภูมิที่นี่จะสูงมากเสียจนแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ไม่สามารถดึงชั้นบรรยากาศเอาไว้ได้ ถึงแม้เราจะรู้ว่าทำไมจึงมีสิ่งนี้เกิดขึ้น แต่เราก็ไม่เข้าใจในรายละเอียดว่า ก๊าซชั้นโคโรลาถูกเร่งให้มีความเร็วได้อย่างไร และที่จุดไหน
องค์ประกอบของลมสุริยะนั้น 95 เปอร์เซ็นต์เป็นโปรตอน (ไฮโดรเจน) 4 เปอร์เซ็นต์เป็นอนุภาคอัลฟ่า (ฮีเลียม) และอีก 1 เปอร์เซ็นต์เป็นประจุย่อย ๆ ของ คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน นีออน แมกนีเซียม ซิลิคอน และเหล็ก ความเร็วของลมสุริยะที่วัดในระนาบโคจร มีค่าอยู่ระหว่าง 300 ถึง 600 กิโลเมตรต่อวินาที แต่ในบางโอกาสก็มีความเร็วมากกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อวินาที ความหนาแน่นของลมสุริยะมีค่าประมาณ 1-10 อนุภาคต่อเซนติเมตร
ลมสุริยะนั้นพุ่งออกจากดวงอาทิตย์ในทุกทิศทาง แต่ก็ไม่สม่ำเสมอนัก ลมสุริยะมีความผันแปรในเรื่องความเร็ว และเมฆแม่เหล็กที่มันพัดเอาออกมาด้วย ลมสุริยะที่มีความเร็วสูงอาจจะปะทะกับลมสุริยะที่มีความเร็วต่ำ ซึ่งจะเกิดเป็นพื้นที่อันมีปฏิกิริยาต่อกัน (interaction region) และจะพัดออกมา พัดผ่านโลกไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการหมุนของดวงอาทิตย์เอง ลมสุริยะที่ความเร็วแปรปรวนนี้อาจจะปะทะเข้ากับบรรยากาศชั้นแม่เหล็กของโลก และทำให้เกิดพายุขึ้นในบรรยากาศชั้นแมกนีโทสเฟียร์
จุดดับบนดวงอาทิตย์ บ่อเกิดของการลุกจ้า และกระแสลมสุริยะ
สำหรับตำแหน่งที่จะมีลมสุริยะนั้น เราสามารถคาดการณ์ได้จากตำแหน่งของจุดดับบนดวงอาทิตย์ (sun spot) จุดดับบนดวงอาทิตย์นี้นั้น เป็นอาณาบริเวณที่อุณหภูมิของดวงอาทิตย์ต่ำกว่าบริเวณรอบข้าง ทำให้มองเห็นเป็นจุดมืด ๆ ณ บริเวณจุดดับดวงอาทิตย์นี้ มักจะมีการลุกจ้า (solar flare) ของดวงอาทิตย์อยู่ด้วยเสมอ ซึ่งจุดลุกจ้านี้เองที่จะมีลมสุริยะเกิดขึ้น เราสามารถนับจำนวนจุดดับบนดวงอาทิตย์เพื่อคาดการณ์ความแรงของลมสุริยะได้ ถ้าจำนวนจุดดับมาก ลมสุริยะก็จะแรงด้วยเช่นกัน
แล้วเราจะคอยจับตาดูลมสุริยะไปเพื่ออะไร
สิ่งที่ลมสุริยะมีผลกับโลกก็มีอยู่หลายอย่างเช่นกัน จากการลุกจ้าของดวงอาทิตย์นั้น จะมีการปลดปล่อยอนุภาคความเร็วสูงออกมา อนุภาคเหล่านี้เมื่อพุ่งมาถึงโลก ก็จะกระทบกับบรรยากาศโดยเฉพาะที่ขั้วโลก และเกิดปฏิกิริยาเป็นแสงเหนือ แสงใต้ หรือแสงออโรร่านั่นเอง โดยที่ทางนาซาก็มียานอวกาศคอยบันทึกภาพออโรร่านี้อยู่เสมอ
นอกจากการเกิดแสงเหนือแสงใต้แล้ว อนุภาคที่พุ่งมายังไปรบกวนการสื่อสารของโลกด้วย ทำให้เกิดปัญหากับดาวเทียมสื่อสารต่าง ๆ ดังนั้นทั้งในแง่รบกวนการสื่อสาร และสร้างแรงฉุดให้ดาวเทียมหลุดจากระดับในวงโคจรด้วย ผู้ที่ดูแลด้านดาวเทียม บริษัทสื่อสาร จึงต้องคอยจับตาดูการเกิดลมสุริยะอยู่เสมอ และคอยปรับการทำงานของดาวเทียมไม่ให้เสียหายจากลำกระแสอนุภาคเหล่านี้
แสงเหนือ แสงใต้ อิทธิพลจากลำอนุภาคที่พุ่งมาจากดวงอาทิตย์
และสนามแม่เหล็กบนท้องฟ้ายังก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่ผิวโลก โดยทั่วไปก็เป็นระดับเล็ก ๆ แต่จะมีผลมากกับสายไฟฟ้าแรงสูง อันจะทำให้เกิดปัญหากับการไฟฟ้า หรือบริษัทที่ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ หรือพูดว่าอาจมีผลทำให้ไฟฟ้าดับได้ เหตุการณ์ไฟฟ้าดับขนานใหญ่นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปีพ.ศ. 2532 ที่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา และในแคว้นควิเบกของประเทศแคนาดา
การแผ่รังสีจากการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ยังมีผลต่อบรรดาผู้โดยสารบนเครื่องบินด้วย นั่นคือทำให้ผู้โดยสารรับรังสีในปริมาณที่พอ ๆ กับการไปรับการฉายรังสีเอกซ์หนึ่งครั้ง
จุดดับบนดวงอาทิตย์ยังมีผลต่อสภาพอากาศระยะยาวของโลกด้วย นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งกำลังถกกันถึงยุคน้ำแข็งบนโลกว่า เกี่ยวพันกับปริมาณจุดดับบนดวงอาทิตย์ ที่น้อยกว่าปกติหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า ลมสุริยะจะส่งผลต่อโลกอย่างไร เราก็ยังคงจับตาเฝ้าดูพฤติกรรมการเกิดลมสุริยะเสมอ และเราก็พบว่า ความแรงของลมสุริยะนั้นมีคาบการเพิ่มขึ้นและลดลงในรอบ 11 ปี สิ่งนี้เราเรียกว่า วัฏจักรดวงอาทิตย์ (solar cycle)
ไปหน้า
1 - ความเป็นมาของลมสุริยะ
2 - สิ่งที่เรียกว่าลมสุริยะ
3 - วัฏจักรแห่งดวงอาทิตย์